บักปอป - Fucking Stupid   (19331 views)

What is บักปอป - Fucking Stupid doing now?

All the eyes on me in the center of the ring Just like a circus
More than 1 month ago  ·  Comment »

Location

bangkok, Thailand

Birthday

November 23
 
 

Info

http://nishikido007.hi5.com - Send it to your friends

Birthday

November 23

Location

bangkok, Thailand

 

About Me


http://www.mtv.com/ontv/dyn/britney_spears_for_the_record/series.jhtml

Interests

Favorite Music

 

Favorite Quote

http://www.ladygagathailand.net/forums/index.php?showtopic=412&st=30&start=30
 
 

Journal

View All 13 Entries    Add Comment

ลองอ่านดูนะฮะ น่าสนใจมาก
ชีวิต (it ’s my Life)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเด็กอยู่สองจำพวกเกิดมาบนโลกสีน้ำเงินใบนี้ เด็กทั้งสองจำพวกเกิดมาเพื่อที่จะเรียนรู้โลกใบนี้จากสิ่งเร้าต่างๆ ที่เกิดขึ้น แตกต่างกันตรงที่ เด็กจำพวกแรกกำเนิดเกิดมาอยู่กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติมาแต่กำเนิด เด็กอีกจำพวกหนึ่ง กำเนิดมาจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมวัตถุมาแต่กำเนิดเช่นเดียวกัน “เด็กทั้งสองจำพวกเกิดมามีสิ่งเร้าให้เรียนรู้” เด็กที่เกิดมาจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมวัตถุจะเกิดสิ่งเร้าขึ้นจากภายนอกของความสงสัย ส่วนเด็กที่เกิดมาจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจะเกิดสิ่งเร้าขึ้นจากภายในของความแปลกใจ ทัศนะคติของเด็กสองจำพวกนี้จึงต่างกัน

- เด็กที่เกิดมาจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมวัตถุจะเกิดสิ่งเร้าจากภายนอก เกิดความสงสัยในสิ่งต่างๆที่มีต่อโลกใบนี้ว่า โลกใบนี้มีสิ่งให้เราน่าเรียนรู้อยู่ตลอดเสียเหลือเกิน มีโทรทัศน์ให้ติดตามข่าวสารได้ทั่วโลก มีสิ่งประดิษฐ์ต่างๆมากมายให้เราได้เรียนรู้ มีนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดให้เราอยากที่จะค้นหาและทำความรู้จักเมื่อเกิดความสงสัย เด็กจึงเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอด

- เด็กที่เกิดมาจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติจะเกิดสิ่งเร้าจากภายใน เกิดความแปลกใจในสิ่งต่างๆ ที่มีต่อโลกใบนี้ว่า แปลกจริงหนอ? “ทำไมมีโลกขึ้นมาได้” โลกคืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีมาจากอะไร? และมีมาเพื่ออะไร? เมื่อความแปลกใจเกิดขึ้นเด็กก็เริ่มที่จะเอาจริงเอาจังและเริ่มกระบวนการคิดอย่างมีระบบระเบียบเพื่อหาคำตอบในสิ่งที่สงสัย

นี่เป็นเพียงอุปมาอุปมัยเท่านั้น เพื่อที่ผู้อ่านพอจะแยกแยะทัศนคติของความสงสัยได้บ้างเล็กน้อย มนุษย์เราไม่ว่าจะอยู่ใดก็สามารถที่จะเรียนรู้และคิด สงสัยและแปลกใจ ได้ควบคู่กันไป แต่คนเราส่วนมากมักจะสงสัยและเรียนรู้จากภายนอกมากกว่าที่จะเรียนรู้จากภายใน เพราะปัจจุบันนี้มีสิ่งเร้าจากภายนอกมากมายจนเราลืมที่จะเรียนรู้จากภายในตัวเราเอง เราอาจจะรู้สึกตัวเองได้จากภายในก็ตอนที่เราได้อยู่คนเดียวนานๆ หรือได้ไปเที่ยวตามธรรมชาตินั้นแหละ ได้เห็นธรรมชาติหรือทิวทัศน์ที่สวยงาม เราถึงจะเกิดความแปลกใจหรือความรู้สึกลึกๆ จากภายในขึ้นมา

ชีวิตคืออะไร ชีวิตเกิดจากอะไร ชีวิตจะสิ้นสุดลงอย่างไรและเมื่อใด นั้นเป็นปัญหาที่เรามักจะขบคิดอยู่เสมอ เป็นปัญหาทางปรัชญาคลาสสิกที่บรรพบุรุษของเราได้ขบคิดกันมากว่าพันๆปีแล้ว ชีวิตไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกลตัวเรา ชีวิตเป็นนามธรรมและรูปธรรมในขณะเดียวกัน นั่นก็คือการที่เรากำลังเห็นอยู่นี้มิใช่ชีวิตหรอกหรือ การคิดการนึกถึงสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส และสัมผัส มิใช่ชีวิตหรอกหรือ เรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรารับรู้อารมณ์ต่างๆ ทางประสาทสัมผัส ทั้งนี้ ประสาทสัมผัสย่อมเกิดเนื่องมาจากอารมณ์เหล่านั้น นี่คือชีวิตในขณะนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราด้มีชีวิตมาแล้วในอดีตและจะมีชีวิตต่อไปในอนาคต สืบเนื่องกันไปในทุกสรรพสิ่งของสิ่งมีชีวิต

ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร มีเบื้องต้นของการเกิดนี้ขึ้นมาอย่างไร เราย้อนกลับไปหาอดีตไม่ได้แต่เราสามารถที่จะศึกษาจากอดีตได้ ถ้าเราใคร่จะรู้ว่าชีวิตของเรานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เราก็ควรจะรู้ว่าอะไรเป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งมีชีวิตนี้ขึ้นมาด้วยในขณะนี้ ขณะที่กำลังเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัส ทำไมเราเกิดมามีอุปนิสัยต่างกัน และมีบุคลิกภาพต่างกันมากมาย และรูปร่างลักษณะที่ต่างกันตามสังคมของภูมิศาสตร์โลกเรานี้

จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลกเรานี้ได้เริ่มเป็นปัญหาสำคัญและเป็นสิ่งที่สนใจกันมาก ตั้งแต่การค้นพบว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดมาจากจุลินทรีย์ นักปราชญ์โบราณเคยแก้ปัญหากันอย่างง่ายๆ เช่น ลูเครตีอุส (กวีโรมัน) ได้ให้คำตอบว่า ชีวิตเกิดขึ้นเอง เกิดจากก้อนดินธรรมดานี้แหละที่มีความชื้นและความอบอุ่นจนเกิดชีวิตประเภทต่างๆขึ้นมาในสมัยใหม่นี้เอง ทีแรกก็ยังเชื่อกันว่าอาจจะทดลองให้ชีวิตเกิดขึ้นเองในหลอดแก้วได้ (เป็นทฤษฏีบริสุทธิ์) โดยให้ลองตักน้ำจากบ่อมาสักเล็กน้อยตากแดดให้อุ่นไว้ ไม่ช้าก็จะเห็นสิ่งมีชีวิตเต็มไปหมด คราวนี้ลองเอาน้ำมาต้มเสียก่อนเพื่อให้แน่ใจว่า ได้ฆ่าสิ่งมีชีวิตหมดสิ้นแล้ว นำไปผึ่งแดดให้อุ่น ก็ยังจะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นให้เห็นอยู่ดี คราวนี้ทดลองซ้ำใหม่ ให้อุดปากหลอดแก้วให้แน่นด้วยสำลี เพื่อกันมิให้สิ่งมีชีวิตอื่นที่อาจล่องลอยอยู่ในอากาศตกลงไปในน้ำได้ จะเห็นว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเลย เป็นอันว่าปัญหาถกเถียงกันเรื่องสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเองได้หรือไม่ ก็เป็นอันยุติลง

นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า การค้นคว้าทางทฤษฏีบริสุทธิ์นั้นเกิดผลดีในทางปฏิบัติเพียงไร ทำให้เรารู้เรื่องเชื้อโรค รู้วิธีรักษาอนามัย รู้จักผ่าตัดไม่ให้อักเสบและติดเชื้อ นับว่าส่งเสริมสวัสดิการของมนุษย์เราอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง แต่นักค้นคว้านักวิทยาศาสตร์พวกนี้ มุ่งหน้าหาความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับเชื้อโรค และการกำจัดเชื้อโรค พวกเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ หาความรู้เพื่อรู้เท่านั้น กับอีกจำพวกหนึ่งที่สนใจในปัญหาเดียวกันเขาสนใจในกำเนิดของสิ่งมีชีวิต สนใจว่าชีวิตคืออะไร ชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างไร และที่สำคัญต่อคำถามที่ว่า “ชีวิตมีความหมายอย่างไร” เคยมีการแบ่งเกี่ยวกับคำตอบเรื่องชีวิตแรกนี้ไว้ ๓ แนวด้วยกัน คือ

๑. เชื้อชีวิตแรกอาจจะล่องลอยมาในอวกาศจากโลกอื่น
๒. พระเจ้าสร้างขึ้นบนโลกของเราเอง
๓. ชีวิตเกิดขึ้นเองบนโลกของเราโดยวิวัฒนาการของอนินทรีย์สาร

คำตอบแรกเมื่อพิจารณาตามทฤษฏีแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะชีวิตอาจจะล่องลอยมาในอวกาศจากดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์ดวงใดก็ได้ อาจจะมาในรูปเชื้อชีวิตที่เล็กอย่างที่สุดซึ่งอาจจะซ่อนตัวมาตามซอกของลูกอุกาบาศก์ที่ตกลงสู่พื้นโลก นักวิทยาศาสตร์หลายคนพากันเสนอคำตอบนี้ แต่คำตอบนี้ก็ไม่แก้ปัญหาได้จริง เพราะถ้าเป็นจริงเช่นนั้น ปัญหาก็จะถูกซัดทอดไปให้โลกอื่นอีกต่อไป นั่นคือปัญหายังมีต่อไปได้อีกว่า ชีวิตแรกในดาวที่มีชีวิตเป็นแห่งแรกเลยทีเดียวนั้น มาจากไหน เป็นอันว่าคำตอบแรกนี้เราข้ามไปได้เลยเพราะจะสาวกันไปไม่รู้จบ

คำตอบที่สองว่าพระเจ้าสร้างชีวิตขึ้นมานั้น คำตอบนี้เราจะรับฟังได้แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะตีความหมายการสร้างอย่างไร เรามักจะชอบคิดกันว่า อยู่มาวันหนึ่ง และ ณ ที่แห่งหนึ่งในอวกาศพระเจ้าทรงประกาศิต (โอม..!) ชีวิตก็เกิดขึ้นในบัดดล ถ้าตีความหมายแบบนี้ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็จะพากันเมินหน้าหนีไป เพราะพวกเขาเคยแต่มองหาระเบียบแบบแผน และการสืบเนื่องกันในงานของธรรมชาติ ถ้าหากตีความหมายว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างชีวิต แต่ทั้งนี้พระองค์ทรงบันดาลให้ค่อยเป็นค่อยไปตามวิถีของธรรมชาติ ความเห็นนี้ก็น่าจะรับไว้พิจารณาได้

คำตอบที่สามว่า ชีวิตเกิดขึ้นเองบนโลกของเราโดยวิวัฒนาการของอนินทรีย์สาร ความคิดเห็นนี้นักชีววิทยาถือกันโดยทั่วไป แม้ว่าข้อสนับสนุนยืนยันต่าง ๆ นา ๆ ที่ใช้พิสูจน์ว่าอินทรีย์สาร มาจากอนินทรีย์สาร แต่ก็ยังไม่เด็ดขาดจากชนิดที่ว่าหาข้อโต้แย้งไม่ได้ การทดลองในห้องทดลองก็ยังชี้อยู่เสมอว่า ชีวิตต้องมาจากสิ่งที่มีชีวิต แต่ก็มิได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว อาจจะมีสภาพแวดล้อมอะไรสักอย่างที่ทำให้อนินทรีย์สาร กลายมาเป็นอินทรีย์สารขึ้นมาได้ เหตุการณ์นี้อาจจะเคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ทุกวันนี้ยังอาจจะเกิดขึ้นอยู่อีกก็ได้ กล่าวคือการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมต่างๆ เป็นต้น (ส่วนหนึ่งที่มา : ปรัชญาเบื้องต้น กีรติ บุญเจือ แปลจาก G.T.W. Patrick / Introduction to Philosophy ๑๙๓๘)

ดังที่กล่าวมานี้มันเป็นคำถามต่อปัญหาภายนอก แต่คำถามต่อปัญหาภายในที่ว่า “ชีวิตมีความหมายอย่างไร” มีความสำคัญยิ่งกว่า เพราะมันเป็นอยู่สำหรับเราทุกวันนี้ในตัวเรานี้ ถ้าเราหันหลังให้วิทยาศาสตร์ แล้วหันมาสนใจ ศึกษาจากประสบการณ์ของตัวเราเองดูบ้างแล้ว จะพบว่ายังมีอีกเอกภพหนึ่งที่แตกต่างกับที่กล่าวมาแล้วเป็นคนละแบบเลยทีเดียว นั่นก็คือ โลกของสิ่งที่มีชีวิตอันเป็นดินแดนมหัศจรรย์อย่างแท้จริง ที่เต็มไปด้วยชีวิตและปัญญา โลกที่สร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆ ชนิดใหม่ๆ และประดิษฐ์กรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ โลกที่มีการเติบโตและพัฒนา ที่มีสิ่งที่กำหนดการกระทำของตัวเองโดยสำนึก มีความคิดและความรู้สึก จำอดีตได้ และใฝ่ฝันอนาคตได้ มีอุดมการณ์ได้ รู้จักร่วมมือกันเป็นกลุ่มก้อน โลกที่มีความคิดไตร่ตรอง ศิลปะ ปรัชญา วรรณคดี ดนตรี โลกที่มีจุดหมายและมีคุณค่า โลกแห่งประสบการณ์ของเราทั้งหมดที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาเช่นนี้จะมีความเป็นจริงน้อยกว่าโลกที่เป็นหลักการความรู้ภายนอกเทียวหรือ...

ชีวิตของเราเต็มไปด้วยสิ่งที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของเรา บางคนก็ไม่เห็นว่าความทุกข์จะลดน้อยลงเมื่อเราทำสิ่งที่ตามอารมณ์ความรู้สึกของเราไปแล้ว เรามีความมุ่งหวังในชีวิตต่างๆกัน เราปรารถนาความสุขกันทุกคน และต่างก็มีทัศนะในเรื่องความสุขและทางที่จะได้รับความสุขต่างกัน และทุกข์ในเรื่องชีวิตประจำวัน เราพยายามที่จะหาทางหนีให้พ้นจากชีวิตประจำวันด้วยวิธีต่างๆนานา บางคนหาความสุขกันแบบต่างๆนานา บางคนก็ดื่มเหล้าหรือเข้าหาแหล่งความบันเทิงที่มีอยู่หลากหลาย เพื่อให้อยู่เสียอีกโลกหนึ่ง หรือให้รู้สึกเหมือนกับเป็นคนอื่น คนที่หนีความจริงจะไม่รู้จักตัวเอง และจะมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้ต่อไป จากประสบการณ์ของผมนั้น ผมได้เห็นผู้คนมากมายที่ต้องการหาความสุขใส่ตัว และผู้คนจำพวกนั้นก็มีความสุขกันจริงๆ แต่เป็นความสุขชั่วคราวแล้วก็ต้องกลับมาใหม่เพื่อหาความสุขอีกไม่จบสิ้น ซึ่งลืมฉุกคิดไปว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องแสวงหาความสุข ว่าแต่ตัวผมเองก็เคยยึดติดในความสุขชั่วคราวมาก่อนนั้นด้วย จนวันหนึ่งมีบางสิ่งที่ทำให้ผมสะดุดคิดได้ ผมว่ามนุษย์เราทุกคนต้องเคยมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราสะดุดคิดได้เหมือนกัน เพียงแต่ตัวเราจะรู้หรือเปล่าหรือสะดุดคิดหรือเปล่า อาจจะมาช้าบ้างเร็วบ้างแตกต่างกันไป แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนที่พบเจอ ความรู้สึกฉุกคิดนี้มีอยู่เฉพาะในจำพวกสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เท่านั้น สิ่งมีชีวิตอื่นๆไม่มีความฉุกคิดนี้เกิดขึ้น มีแต่สัญชาตญาณล้วนๆในการเอาตัวรอดดำเนินชีวิตไป ซึ่งการฉุกคิดนี้อาจเรียกได้อีกอย่างว่าคือ “จิตสำนึกของมนุษย์เรา”

มนุษย์เราเองนั้น มีศักยภาพในการที่จะคิด ในการที่จะยับยั้ง ในการจินตนาการได้ และที่สำคัญที่สุดมนุษย์เรานั้นมีการเรียนรู้ได้อย่าง “ไม่มีขีดจำกัด” ซึ่งจะกล่าวได้ว่าไม่มีในสิ่งมีชีวิตใดๆในโลกที่จะเป็นอย่างนี้ได้ การเรียนรู้ของมนุษย์จะเรียนรู้ควบคู่ไปกับสัญชาตญาณ มนุษย์เรานี้มีการคิดอยู่ตลอดเวลา มีการวิเคราะห์ มีการนึกคิดว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พอใจอะไร ไม่พอใจอะไร หรือไม่รู้สึกกับอะไรเลย ทั้งหมดกระทำโดยมีสัญชาตญาณเข้ามาควบคู่กันไป ซึ่งจะหล่อหลอมรวมกันเป็นตัวเราจนกระทั่งกลายเป็น บุคลิกภาพส่วนตัวของเรา โดยมีปัจจัยทางสังคม ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เป็นตัวทำให้เราเปลี่ยนแปลง และบุคลิกภาพส่วนตัวของเรานี้สามารถที่จะฝึกได้

หนังสือเล่มนี้จะเน้นในเรื่องของการเรียนรู้ แต่ไม่ได้มีความมุ่งหมายเพื่อที่จะให้รู้เพียงอย่างเดียว ว่า เอ่ย! ฉันรู้น่ะ ฉันรู้เรื่องนี้น่ะ...มันเหมือนกับการเรียนรู้เพื่อประดับตัวเราเท่านั้น เหมือนเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านให้สวยงามแต่เราไม่ได้อยู่อาศัย แต่จะเป็นการเรียนรู้เพื่อให้คิด ให้ควบคุม และเพื่อการพัฒนาตัวเรา และก็เช่นกันไม่ได้เน้นให้ควบคุมตัวเราหรือพัฒนาตัวเราทางร่างกาย แต่จะเน้นจากภายใน ควบคุมการคิด การควบคุมสัญชาตญาณภายในตัวเรา เพื่อเกิดการพัฒนาจากภาพในไม่ใช่จากภาพภายนอก คนเราส่วนใหญ่มักจะเรียนรู้จากภายนอกตัวเรา กล่าวคือเช่น การพัฒนาทางร่างกาย หลายคนก็จะเข้าฟิตเนตกันหรือไปออกกำลังกายเพื่อการพัฒนาศักยภาพของร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี (ถึงปัจจุบันนี้จะกลายเป็นเรื่องของแฟชั่นไปบ้างแล้วก็ตาม) และในเรื่องของความคิด หลายคนมักจะเรียนรู้และพัฒนาความคิดจากภาพนอก กล่าวคือเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะมีอำนาจ เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะได้มา เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะรวย เราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ เราก็จะคิด คิดไปต่างๆนานา หาว

hi5 Gifts

Give a Gift    Get hi5 Coins    View all    Wishlist

  • Puppy with Heart Balloon
  • บักปอป - Fucking Stupid doesn’t have any wishlist items


บักปอป - Fucking Stupid has 27 wrapped gifts!

 
 
 
 

Comments   |   View All Entries   |   Send a Blast Card

Leave a comment for บักปอป - Fucking Stupid

Jan 29 8:29 AM
Chit says:
 
ครับเรียว
(.^0^.) ขอบใจที่คุยตอบนะ
ทำรัย อยู่ไหนหละ …\*v*/...
 
 
Jan 3 11:02 AM
 
หวัดดีปีใหม่2555 สุขๆๆๆๆๆมากนะครัฟ เที่ยวไหนมาบ้างครัฟ
 
Dec 25, 2011 1:10 PM
 
ปีใหม่กะจาไปเค้าน์ดาวน์ที่ไหนหราค๊าพ ชวนมั่งนะค๊าพ อิอิ
 
Dec 24, 2011 3:51 PM
 
no problem - enjoy

what is your nickname?
 
Dec 24, 2011 1:29 PM
Chit says:
 
เข้ามาอวยพรให้น้อง2ปีติดกัน
ยังไม่เห็นน้องแนะนำตัวให้รู้จักบ้างเลย
อยู่ไหนครับ
 
Nov 23, 2011 12:43 PM
 
HBD na kab nong pop

มีความสุขมากกกนะครัฟฟฟ
 
 
 
Nov 17, 2011 8:29 AM
Chit says:
 
/*.0\ Happy Birthday
@ 23 NOV. @
(ล่วงหน้านะ มะค่อยได้เข้ามาทัก)
อายุยืนยาว ร่ำรวยเงินทอง เฮง เฮง เฮง
สุขี สุขัง สุขคารัง สุขคารู แข็ง ...หญ่าย ...ยาว นะครับ
.*)^(*.
 
 
Nov 14, 2011 11:47 AM
bhuri says:
 
ดีจัยได้รุ้จักน่า ว่าแต่เรา ชื่อรัย ทามรัย วันนี้ เรียนป่าว ว่างๆ คุยกันนะคัฟ
 
Nov 14, 2011 11:11 AM
 
หวัดดีครับ ผม ซอ นะครับ

ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ
 
Oct 30, 2011 7:48 PM
bhuri says:
 
ดีดีคัฟ น้ำท่วมป่าววว
 
 
 
Sep 26, 2011 6:03 PM
Maxan says:
 
เฟียตคราบ
 
Jul 8, 2011 6:27 AM
 
ดีครับๆ หายไปไหนกันหมดอะ


แวะมาฝานดีนะกาบ



ใครยังไม่นอน มากินอาวกันๆ
 
Jun 23, 2011 12:44 AM
 
ทำไมถํีึามยังงั้นคับไม่เข้าใจพุทธคับถง
 
May 27, 2011 10:04 PM
 
เอ้ย ยัยเรียว แกอยู่ไหนวะ บายดีป่าว ดูดีเปงบ้าเร้ยนะแกรูปอ่ะ อิอิ

Title
body
 

Purchase additional coins

You need an additional: hi5 Coins hi5 Coins

Get Coins No Thanks